วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เวียงไชยปราการ



ที่ตั้ง
                     เวียงไชยปราการ   หรือเวียงไชย   ปัจจุบันตั้งอยู่ที่  หมู่ที่ 6  ตำบลแม่งอน    อำเภอฝาง   จังหวัดเชียงใหม่      ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอฝางมาทางทิศใต้ประมาณ20  กิโลเมตร   ปัจจุบันยังคงเหลือซากดูเมือง   และกำแพงเมืองปรากฏให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น    เนื่องจากถูกประชาชนบุกรุกเข้าไปครอบครองใช้เป็นที่อยู่อาศัย
ประวัติ
                    เวียงไชยปราการแห่งนี้    จากหลักฐานที่ปรากฏตามตำนานสิงหนวัติและ
พงศาวดารชาติไทยกล่าวไว้ว่า  เจ้าพรหมกมาร โอรสองค์ที่สองของพระเจ้าพังคราชผู้ครอง โยนกนาคนคร   ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าสิงหนวัติ  พระเจ้าพังคราช   เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ จึงเสียเมืองโยนกนาคนครให้แก่พวกขอม(กล๋อม)  แห่งเมืองอุมงคเสลาและพระเจ้าพังคราชถูกพวกขอมขับออกจากเมืองโยนกฯ  ไปตั้งเมืองใหม่อยู่ที่  เวียงสีทวงในช่วงระยะเวลาที่อยู่ใต้อำนาจของขอมนั้นต้องส่งส่วยให้แก่ขอมเป็นประจำ
เมื่อเจ้าพรหมกุมารเจริญวัยขึ้น  ได้ไปสร้างเมืองอยู่ที่  เวียงพางคำ และได้พยายามที่จะรวบรวมพล  และฝึกอาวุธให้แก่พลทหารจนกระทั่งมีความชำนาญในการรบสะสมอาวุธไว้ให้พร้อมเพื่อที่จะปลดแอกแยกตัวออกจากใต้อำนาจของขอมจนกระทั่งพระชนวายุได้  16  พรรษา  เห็นว่ากำลังพลและสรรพาวุธพร้อมแล้ว  จึงเริ่มงดส่งส่วยแก่ขอม  แม้ขอมจะเร่งส่วยมากี่ครั้ง  ก็ไม่ได้รับการส่งส่วยกับไป   เจ้าพรหมกุมารงดส่งส่วยให้ขอมได้  3  ปี  ฝ่ายขอมเห็นว่าทางเวียงทวงแข็งเมืองแน่นอน  จึงยกรี้พลมาเพื่อปรามปราบและตั้งใจจะจับพระองค์พังคราช
กองทัพขอมยกทัพมาถึงเวียงสีทวง   เมื่อเจ้าพรหมกุมารทราบข่าวก็ทรงช้างเผือกคู่พระทัยชื่อ  ช้างเผือกพางคำ  ยกพลออกจากเวียงพางคำไปโจมตีขอมที่  ตำบลทุ่ง      สันทราย  ได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย  ทั้งนี้เพราะบรรดาช้างม้าในกองทัพขอม  
เมื่อได้เห็นช้างทรง   คือช้างเผือกพางคำตัวประเสริฐ  ต่างก็พากันแตกตื่นพ่ายหนีไปอย่างไม่เป็นกระบวน  เจ้าพรหมกุมารเห็นดังนั้นจึงเดินทัพรุกหน้าตามตีขอมไปจนถึงเมืองโยนกนาคพระนครล้อมเมืองโยนกไว้ได้และตีหักข้ามเมืองได้ยึดโยนกนาคนครคืนได้จากพวกขอม
เมื่อเจ้าพรหมกุมารตีชิงเมืองโยนกนาคนครได้แล้ว  จึงอัญเชิญพระเจ้าพังคราชขึ้นครองเมืองโยนกนาคนครต่อไป      ส่วนพระเจ้าพรหมกุมารยังไม่ไว้ใจพวกขอมเกรงว่าจะย้อนรอยกลับมาตีนครโยนกนาคนครอีก  จึงไปสร้างเมือง ณ ริมฝั่งแม่น้ำฝาง
 ซึ่งเป็นต้นทางที่พวกขอมจะยกพลทัพผ่านมาเพื่อเป็นเมืองหน้าด่านป้องกัน
โยนกนาคนคร   เมื่อที่เจ้าพรหมกุมารสร้างขึ้นครั้งนั้นก็คือเมืองไชยปราการ   หรือ
เวียงไชยปราการ  นั้นเอง
   เวียงไชยปราการ  สร้างขึ้นประมาณปี  พ.ศ.1599  และเจ้าพรหมกุมารมาครองจริงๆ
  ประมาณ  1600   พระองค์ครองเมืองไชยปราการประมาณ  59  ปี ก็ทรงประชวรและทิวงคต  เมื่อพระชนวายุได้  77  พรรษา เมื่อสิ้นพรหมกุมารแล้ว  บรรดาเสนาอำมาตย์
จึงอัญเชิญพระองค์ไชยศิริ  พระราชโอรสซึ่งขณะนั้นพระชนมายุได้  48  พรรษา
ขึ้นครองราชย์สืบต่อไป
   ล่วงมาจนถึงประมาณปีพ.ศ. 1702  เจ้าขวัญเสือฟ้ากษัตริย์ไทยเมา
แห่งเมืองสุธรรมาวดี   ได้ยกทัพมาตีเมืองไชยปราการ  พระองค์ไชยศิริพยายามต่อสู้ป้องกันเมืองไว้จนสุดความสามารถโดยขอกำลังจากเมืองพี่เมืองน้อง  คือ นครไชยบุรี
(เมืองโยนกนาคนคร) และนครไชยนารายณ์  มาช่วย  ศึกครั้งนี้นานถึง  8  เดือน
กำลังทัพของฝ่ายข้าศึกเข้มแข็งมากเกินกว่าที่ทัพของพระเจ้าไชยศิริจะต้านไว้ได้ 

เวียงโบราณ

ในอำเภอฝางมีเวียงโบราณอยู่หลายแห่ง   บางแห่งก็สามารถที่จะสืบค้นหาหลักฐานและเรื่องราวเพื่อการศึกษาได้แต่บางแห่งไร้ร่องรอยหมดโอกาสที่จะได้ศึกษาสืบค้นทั้งนี้เพราะความเจริญของบ้านเมือง      และความหนาแน่นของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประกอบกับความไม่ตระหนักในความสำคัญของโบราณสถาน โบราณวัตถุ  ของท้องถิ่นของส่วนราชการและประชาชน   จึงทำให้สูญเสียหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปอย่างน่าเสียดาย
                       เวียงโบราณที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้
                       1.เวียงฝาง
                       2.เวียงสุทโธ     ตำนานน้ำบ่อซาววา   และพระนางสามผิว
                       3.เวียงไชยปราการ
                       4.เวียงฮ่อ
                       5.เวียงป่าอัก
                       6.เวียงหวาย
                        เวียงโบราณใกล้เคียงมีดังนี้
                       7.เวียงมะลิกา
                       8.เวียงแช่
                       9.เวียงมูล
                     10.เวียงส้มสุก
                     11.เวียงด้ง
                     
เวียงแต่ละแห่งก็มีประวัติ   และความเกี่ยวพันธ์กับเมืองฝางแตกต่างกันดังลายละเอียดที่จะศึกษาต่อไป

บทสัมภาษณ์ครูบาสิทธิ

บทสัมภาษณ์โดยคณะสงฆ์วัดปางต้นเดื่่อ

                                         
เรียนถามหลวงปู่       
                                               
1.   หลวงปู่ศึกษาภาษาล้านนาจากใครครับ ?
 หลวงปู่ตอบว่า  ได้ศึกษาภาษาล้านนาจากพ่อหนานวงศ์ท่านเป็นคนบ้านโห้งแม่อาย ตอนนี้พ่อหนานวงศ์ท่านเป็นพระอยู่ที่วัดปางกลางนี่แหละเป็นผู้สอนให้

 2.    แล้วนักธรรมละหลวงปู่ไปศึกษานักธรรมที่วัดไหน ?
           หลวงปู่ศึกษานักธรรมที่วัดแม่อายหลวง  ตอนนั้นมีครูสอนนักธรรม   คือ  ท่านครูบาสิงห์แก้ว  และท่านครูบาอุ่น  วัดแม่อายหลวงเป็นผู้สอนนักธรรมชั้นตรีให้หลวงปู่
มีพระเณรประมาณ  10  กว่ารูปที่เรียนร่วมกัน  แต่หลวงปู่จำไม่ได้แล้วว่ามีใคร

3.   ส่วนพระคาถาอาคมหลวงปู่เรียนสืบทอดมาจากใครครับ ?
       สมัยก่อนการเรียนคาถาอาคม  เป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะการแพทย์การหมอไม่เจริญ  ผีมาก  คนร้ายมาก  ผู้ชายจึงจำเป็นเรียนคาถาอาคมเอาไว้ป้องกันตัว  เพื่อให้แคล้วคลาดจากอันตรายซึ่งอาจมีขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตอนบวชใหม่ๆ  ก็เรียนจากพ่อหนานวงศ์ ที่ท่านสอนตัวหนังสือล้านนาให้ ก็เรียนเอาตามปั๊บสา  ซึ่งมีมากในสมัยนั้นและคาถาก็มีมาก  อยู่ที่เราสนใจบทไหน  จะเรียนบทไหนก็บันทึกเอาบทนั้น    ไปอยู่ที่ไหนก็เรียนเอา
จากครูบาอาจารย์ที่นั้น ต่อมาเมื่อหลวงปู่  

ประวัติโดยย่อ วัดปางต้นเดื่อและหลวงปู่ครูบาสิทธิ อภิวัณโณ

ประวัติโดยย่อ วัดปางต้นเดื่อ และหลวงปู่ครูบาสิทธิ   อภิวัณโณ (พระครูมงคลรัตน์)

                หลวงปู่พระครูสิทธิ    อภิวัณโณนามเดิมชื่อ  สิทธิ   นามสกุล เมืองใจ   เป็นของพ่อบุญมา    แม่ป้อเมืองใจ เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2465  ตรงกับวันเสาร์  แรม 1 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ปีจอ ณ ที่บ้านแม่ฮ่าง  ต.แม่สาว จ.เชียงใหม่  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 5 คน คือ  คนที่ 1 หลวงปู่ครูบาสิทธิ   อภิวัณโณ    คนที่ 2 พ่อมา    เมืองใจ (เสียชีวิตแล้ว) และอีก 3 คนไม่ทราบชื่อเพราะเกิดมาไม่นานก็เสียชีวิต   หลังจากเกิดมาได้ 3 เดือน  พ่อแม่ก็พากันย้ายขึ้นมาอยู่บ้านปางกลาง (ปางนอก)
บรรพชา  หลวงปู่ได้บรรพชาเป็นสามเณร    เมื่ออายุได้ 16 ปี ณ วัดปางกลาง (ก่อนถึงวัดปางนอก   ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่   ตรงกับวันอังคาร  ที่ 5 เมษายน พ.ศ.2481  ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 เหนือ โดยมี  พระอธิการวงศ์เป็นเจ้าอาวาส   ครูบาแก้ว    กาวิชโยวัดมงคลสถานเป็นพระอุปัชฌาย์
                อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ วัดชัยสถาน (สันโค้ง) ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่   ตรงกับวันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2485 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 เหนือ      โดยมีครูบาอุ่นเรือน    ธีรปัญโญเป็นเจ้าอาวาสและเป็นพระกรรมวาจาจารย์     พระคัมภีระ  ธมฺมวโรเป็นพระอนุสาวนาจารย์     เจ้าอธิการกัญจนะ   กัญจโน(ครูบาก๋องคำ) วัดมาตุการามเป็นพระอุปัชฌาย์
                หลังจากที่หลวงปู่ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว   ก็ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ ที่วัดแม่อายหลวงจนสอบได้นักธรรมตรี  โท     โดยมีครูบาสิงห์แก้วเป็นครูสอนพร้อมกันนี้ก็ได้ศึกษาภาษาล้านนา (ตัวภาษาเมืองเหนือ)  จากพระอธิการวงศ์เจ้าอาวาสวัดจองกล๋างในขณะนั้น  ควบคู่ไปด้วย
พ.ศ.2493 2495 รักษาการเจ้าอาวาสวัดห้วยม่วง ต.แม่นาวาง เป็นเวลา 3 ปี
พ.ศ.2495               ไปจำพรรษา ณ วัดป่างแดง ต.บ้านหลวง อ.แม่อาย 1 พรรษา
พ.ศ.2497 2505 รักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำตับเต่า ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการและได้จำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำเป็นเวลา 9 ปี
พ.ศ.2497               ท่านได้รับมอบหมายจากท่านพระครูโสภณเจติยาราม    เจ้าคณะอำเภาฝางในสมัยนั้นให้ท่านเดินทางไปจำพรรษาดูแลถ้ำตับเตา ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ อยู่ปฏิบัติธรรมจำพรรษาที่นั่นเป็นเวลา 9 พรรษา จึงได้เดินทางจากวัดถ้ำตับเต่ามาอยู่จำพรรษาที่วัดจอมคีรีวิเวก (ปางนอก)
พ.ศ.2506 2507 ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดปางนอก ต.มะลิกา อ.แม่อาย 2 พรรษา(2506-2507)ในปี 2508 ทาง
หลวงพ่อเสา    ใจส่อง พร้อมด้วยคณะศรัทธาวัดปางต้นเดื่อได้ไปกราบอาราธนาหลวงปู่มาอยู่จำพรรษาที่วัดปางต้นเดื่อตั้งแต่ปี  2508 ถึงปัจจุบัน
พ.ศ.2508 ปัจจุบัน              เป็นเจ้าอาวาสวัดปางต้นเดื่อ ต.แม่อาย อ.แม่อาย จนถึงปัจจุบัน
                ตลอดระยะเวลาที่หลวงปู่มาอยู่วัดปางต้นเดื่อ   ก็ได้ชักชวนศรัทธาญาติโยมเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันมาตลอด
แต่เดิมพื้นที่ของวัดมีเพียง 5 ไร่เศษ      หลวงปู่เห็นว่าน้อยและคับแคบเกินไปไม่พอกับการจัดงานในแต่ละครั้งเพราะวัดอยู่ติดกับแนวชายแดนไทย พม่า (ดอยลาง) วัดจึงมีส่วนสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจของศรัทธาประชาชนได้เป็นจำนวนมาก              และมีศรัทธาญาติโยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลวงปู่และพ่อหนานคำ     แสนใจมรรคนายกของวัดพร้อมด้วยคณะศรัทธา
“ เมืองพระเจ้าฝาง ดอยอ่างขางสูงซ้อน น้ำพุร้อน – เย็น ลือเลื่อง เมืองเกษตรกรรมแหล่งวัฒนธรรมล้านนา ล้ำเลอค่าน้ำมันดิบ ”