วันพุธที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

เวียงไชยปราการ



ที่ตั้ง
                     เวียงไชยปราการ   หรือเวียงไชย   ปัจจุบันตั้งอยู่ที่  หมู่ที่ 6  ตำบลแม่งอน    อำเภอฝาง   จังหวัดเชียงใหม่      ตั้งอยู่ห่างจากที่ว่าการอำเภอฝางมาทางทิศใต้ประมาณ20  กิโลเมตร   ปัจจุบันยังคงเหลือซากดูเมือง   และกำแพงเมืองปรากฏให้เห็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น    เนื่องจากถูกประชาชนบุกรุกเข้าไปครอบครองใช้เป็นที่อยู่อาศัย
ประวัติ
                    เวียงไชยปราการแห่งนี้    จากหลักฐานที่ปรากฏตามตำนานสิงหนวัติและ
พงศาวดารชาติไทยกล่าวไว้ว่า  เจ้าพรหมกมาร โอรสองค์ที่สองของพระเจ้าพังคราชผู้ครอง โยนกนาคนคร   ซึ่งสืบเชื้อสายมาจากพระเจ้าสิงหนวัติ  พระเจ้าพังคราช   เป็นกษัตริย์ที่อ่อนแอ จึงเสียเมืองโยนกนาคนครให้แก่พวกขอม(กล๋อม)  แห่งเมืองอุมงคเสลาและพระเจ้าพังคราชถูกพวกขอมขับออกจากเมืองโยนกฯ  ไปตั้งเมืองใหม่อยู่ที่  เวียงสีทวงในช่วงระยะเวลาที่อยู่ใต้อำนาจของขอมนั้นต้องส่งส่วยให้แก่ขอมเป็นประจำ
เมื่อเจ้าพรหมกุมารเจริญวัยขึ้น  ได้ไปสร้างเมืองอยู่ที่  เวียงพางคำ และได้พยายามที่จะรวบรวมพล  และฝึกอาวุธให้แก่พลทหารจนกระทั่งมีความชำนาญในการรบสะสมอาวุธไว้ให้พร้อมเพื่อที่จะปลดแอกแยกตัวออกจากใต้อำนาจของขอมจนกระทั่งพระชนวายุได้  16  พรรษา  เห็นว่ากำลังพลและสรรพาวุธพร้อมแล้ว  จึงเริ่มงดส่งส่วยแก่ขอม  แม้ขอมจะเร่งส่วยมากี่ครั้ง  ก็ไม่ได้รับการส่งส่วยกับไป   เจ้าพรหมกุมารงดส่งส่วยให้ขอมได้  3  ปี  ฝ่ายขอมเห็นว่าทางเวียงทวงแข็งเมืองแน่นอน  จึงยกรี้พลมาเพื่อปรามปราบและตั้งใจจะจับพระองค์พังคราช
กองทัพขอมยกทัพมาถึงเวียงสีทวง   เมื่อเจ้าพรหมกุมารทราบข่าวก็ทรงช้างเผือกคู่พระทัยชื่อ  ช้างเผือกพางคำ  ยกพลออกจากเวียงพางคำไปโจมตีขอมที่  ตำบลทุ่ง      สันทราย  ได้รับชัยชนะอย่างง่ายดาย  ทั้งนี้เพราะบรรดาช้างม้าในกองทัพขอม  
เมื่อได้เห็นช้างทรง   คือช้างเผือกพางคำตัวประเสริฐ  ต่างก็พากันแตกตื่นพ่ายหนีไปอย่างไม่เป็นกระบวน  เจ้าพรหมกุมารเห็นดังนั้นจึงเดินทัพรุกหน้าตามตีขอมไปจนถึงเมืองโยนกนาคพระนครล้อมเมืองโยนกไว้ได้และตีหักข้ามเมืองได้ยึดโยนกนาคนครคืนได้จากพวกขอม
เมื่อเจ้าพรหมกุมารตีชิงเมืองโยนกนาคนครได้แล้ว  จึงอัญเชิญพระเจ้าพังคราชขึ้นครองเมืองโยนกนาคนครต่อไป      ส่วนพระเจ้าพรหมกุมารยังไม่ไว้ใจพวกขอมเกรงว่าจะย้อนรอยกลับมาตีนครโยนกนาคนครอีก  จึงไปสร้างเมือง ณ ริมฝั่งแม่น้ำฝาง
 ซึ่งเป็นต้นทางที่พวกขอมจะยกพลทัพผ่านมาเพื่อเป็นเมืองหน้าด่านป้องกัน
โยนกนาคนคร   เมื่อที่เจ้าพรหมกุมารสร้างขึ้นครั้งนั้นก็คือเมืองไชยปราการ   หรือ
เวียงไชยปราการ  นั้นเอง
   เวียงไชยปราการ  สร้างขึ้นประมาณปี  พ.ศ.1599  และเจ้าพรหมกุมารมาครองจริงๆ
  ประมาณ  1600   พระองค์ครองเมืองไชยปราการประมาณ  59  ปี ก็ทรงประชวรและทิวงคต  เมื่อพระชนวายุได้  77  พรรษา เมื่อสิ้นพรหมกุมารแล้ว  บรรดาเสนาอำมาตย์
จึงอัญเชิญพระองค์ไชยศิริ  พระราชโอรสซึ่งขณะนั้นพระชนมายุได้  48  พรรษา
ขึ้นครองราชย์สืบต่อไป
   ล่วงมาจนถึงประมาณปีพ.ศ. 1702  เจ้าขวัญเสือฟ้ากษัตริย์ไทยเมา
แห่งเมืองสุธรรมาวดี   ได้ยกทัพมาตีเมืองไชยปราการ  พระองค์ไชยศิริพยายามต่อสู้ป้องกันเมืองไว้จนสุดความสามารถโดยขอกำลังจากเมืองพี่เมืองน้อง  คือ นครไชยบุรี
(เมืองโยนกนาคนคร) และนครไชยนารายณ์  มาช่วย  ศึกครั้งนี้นานถึง  8  เดือน
กำลังทัพของฝ่ายข้าศึกเข้มแข็งมากเกินกว่าที่ทัพของพระเจ้าไชยศิริจะต้านไว้ได้ 

เวียงโบราณ

ในอำเภอฝางมีเวียงโบราณอยู่หลายแห่ง   บางแห่งก็สามารถที่จะสืบค้นหาหลักฐานและเรื่องราวเพื่อการศึกษาได้แต่บางแห่งไร้ร่องรอยหมดโอกาสที่จะได้ศึกษาสืบค้นทั้งนี้เพราะความเจริญของบ้านเมือง      และความหนาแน่นของประชากรที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วประกอบกับความไม่ตระหนักในความสำคัญของโบราณสถาน โบราณวัตถุ  ของท้องถิ่นของส่วนราชการและประชาชน   จึงทำให้สูญเสียหลักฐานทางประวัติศาสตร์ไปอย่างน่าเสียดาย
                       เวียงโบราณที่น่าสนใจมีดังต่อไปนี้
                       1.เวียงฝาง
                       2.เวียงสุทโธ     ตำนานน้ำบ่อซาววา   และพระนางสามผิว
                       3.เวียงไชยปราการ
                       4.เวียงฮ่อ
                       5.เวียงป่าอัก
                       6.เวียงหวาย
                        เวียงโบราณใกล้เคียงมีดังนี้
                       7.เวียงมะลิกา
                       8.เวียงแช่
                       9.เวียงมูล
                     10.เวียงส้มสุก
                     11.เวียงด้ง
                     
เวียงแต่ละแห่งก็มีประวัติ   และความเกี่ยวพันธ์กับเมืองฝางแตกต่างกันดังลายละเอียดที่จะศึกษาต่อไป

บทสัมภาษณ์ครูบาสิทธิ

บทสัมภาษณ์โดยคณะสงฆ์วัดปางต้นเดื่่อ

                                         
เรียนถามหลวงปู่       
                                               
1.   หลวงปู่ศึกษาภาษาล้านนาจากใครครับ ?
 หลวงปู่ตอบว่า  ได้ศึกษาภาษาล้านนาจากพ่อหนานวงศ์ท่านเป็นคนบ้านโห้งแม่อาย ตอนนี้พ่อหนานวงศ์ท่านเป็นพระอยู่ที่วัดปางกลางนี่แหละเป็นผู้สอนให้

 2.    แล้วนักธรรมละหลวงปู่ไปศึกษานักธรรมที่วัดไหน ?
           หลวงปู่ศึกษานักธรรมที่วัดแม่อายหลวง  ตอนนั้นมีครูสอนนักธรรม   คือ  ท่านครูบาสิงห์แก้ว  และท่านครูบาอุ่น  วัดแม่อายหลวงเป็นผู้สอนนักธรรมชั้นตรีให้หลวงปู่
มีพระเณรประมาณ  10  กว่ารูปที่เรียนร่วมกัน  แต่หลวงปู่จำไม่ได้แล้วว่ามีใคร

3.   ส่วนพระคาถาอาคมหลวงปู่เรียนสืบทอดมาจากใครครับ ?
       สมัยก่อนการเรียนคาถาอาคม  เป็นสิ่งจำเป็นมากเพราะการแพทย์การหมอไม่เจริญ  ผีมาก  คนร้ายมาก  ผู้ชายจึงจำเป็นเรียนคาถาอาคมเอาไว้ป้องกันตัว  เพื่อให้แคล้วคลาดจากอันตรายซึ่งอาจมีขึ้นโดยไม่รู้ตัว ตอนบวชใหม่ๆ  ก็เรียนจากพ่อหนานวงศ์ ที่ท่านสอนตัวหนังสือล้านนาให้ ก็เรียนเอาตามปั๊บสา  ซึ่งมีมากในสมัยนั้นและคาถาก็มีมาก  อยู่ที่เราสนใจบทไหน  จะเรียนบทไหนก็บันทึกเอาบทนั้น    ไปอยู่ที่ไหนก็เรียนเอา
จากครูบาอาจารย์ที่นั้น ต่อมาเมื่อหลวงปู่  

ประวัติโดยย่อ วัดปางต้นเดื่อและหลวงปู่ครูบาสิทธิ อภิวัณโณ

ประวัติโดยย่อ วัดปางต้นเดื่อ และหลวงปู่ครูบาสิทธิ   อภิวัณโณ (พระครูมงคลรัตน์)

                หลวงปู่พระครูสิทธิ    อภิวัณโณนามเดิมชื่อ  สิทธิ   นามสกุล เมืองใจ   เป็นของพ่อบุญมา    แม่ป้อเมืองใจ เกิดเมื่อวันที่ 10 มิถุนายน พ.ศ.2465  ตรงกับวันเสาร์  แรม 1 ค่ำ เดือน 9 เหนือ ปีจอ ณ ที่บ้านแม่ฮ่าง  ต.แม่สาว จ.เชียงใหม่  มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกัน 5 คน คือ  คนที่ 1 หลวงปู่ครูบาสิทธิ   อภิวัณโณ    คนที่ 2 พ่อมา    เมืองใจ (เสียชีวิตแล้ว) และอีก 3 คนไม่ทราบชื่อเพราะเกิดมาไม่นานก็เสียชีวิต   หลังจากเกิดมาได้ 3 เดือน  พ่อแม่ก็พากันย้ายขึ้นมาอยู่บ้านปางกลาง (ปางนอก)
บรรพชา  หลวงปู่ได้บรรพชาเป็นสามเณร    เมื่ออายุได้ 16 ปี ณ วัดปางกลาง (ก่อนถึงวัดปางนอก   ปัจจุบันไม่มีแล้ว) ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่   ตรงกับวันอังคาร  ที่ 5 เมษายน พ.ศ.2481  ขึ้น 5 ค่ำ เดือน 7 เหนือ โดยมี  พระอธิการวงศ์เป็นเจ้าอาวาส   ครูบาแก้ว    กาวิชโยวัดมงคลสถานเป็นพระอุปัชฌาย์
                อุปสมบท เมื่ออายุได้ 21 ปี ณ วัดชัยสถาน (สันโค้ง) ต.มะลิกา อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่   ตรงกับวันเสาร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ.2485 ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 9 เหนือ      โดยมีครูบาอุ่นเรือน    ธีรปัญโญเป็นเจ้าอาวาสและเป็นพระกรรมวาจาจารย์     พระคัมภีระ  ธมฺมวโรเป็นพระอนุสาวนาจารย์     เจ้าอธิการกัญจนะ   กัญจโน(ครูบาก๋องคำ) วัดมาตุการามเป็นพระอุปัชฌาย์
                หลังจากที่หลวงปู่ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว   ก็ได้ศึกษาพระปริยัติธรรม ณ ที่วัดแม่อายหลวงจนสอบได้นักธรรมตรี  โท     โดยมีครูบาสิงห์แก้วเป็นครูสอนพร้อมกันนี้ก็ได้ศึกษาภาษาล้านนา (ตัวภาษาเมืองเหนือ)  จากพระอธิการวงศ์เจ้าอาวาสวัดจองกล๋างในขณะนั้น  ควบคู่ไปด้วย
พ.ศ.2493 2495 รักษาการเจ้าอาวาสวัดห้วยม่วง ต.แม่นาวาง เป็นเวลา 3 ปี
พ.ศ.2495               ไปจำพรรษา ณ วัดป่างแดง ต.บ้านหลวง อ.แม่อาย 1 พรรษา
พ.ศ.2497 2505 รักษาการเจ้าอาวาสวัดถ้ำตับเต่า ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการและได้จำศีลภาวนาอยู่ในถ้ำเป็นเวลา 9 ปี
พ.ศ.2497               ท่านได้รับมอบหมายจากท่านพระครูโสภณเจติยาราม    เจ้าคณะอำเภาฝางในสมัยนั้นให้ท่านเดินทางไปจำพรรษาดูแลถ้ำตับเตา ต.ศรีดงเย็น อ.ไชยปราการ จ.เชียงใหม่ อยู่ปฏิบัติธรรมจำพรรษาที่นั่นเป็นเวลา 9 พรรษา จึงได้เดินทางจากวัดถ้ำตับเต่ามาอยู่จำพรรษาที่วัดจอมคีรีวิเวก (ปางนอก)
พ.ศ.2506 2507 ย้ายมาจำพรรษาอยู่ที่วัดปางนอก ต.มะลิกา อ.แม่อาย 2 พรรษา(2506-2507)ในปี 2508 ทาง
หลวงพ่อเสา    ใจส่อง พร้อมด้วยคณะศรัทธาวัดปางต้นเดื่อได้ไปกราบอาราธนาหลวงปู่มาอยู่จำพรรษาที่วัดปางต้นเดื่อตั้งแต่ปี  2508 ถึงปัจจุบัน
พ.ศ.2508 ปัจจุบัน              เป็นเจ้าอาวาสวัดปางต้นเดื่อ ต.แม่อาย อ.แม่อาย จนถึงปัจจุบัน
                ตลอดระยะเวลาที่หลวงปู่มาอยู่วัดปางต้นเดื่อ   ก็ได้ชักชวนศรัทธาญาติโยมเข้าวัดปฏิบัติธรรมกันมาตลอด
แต่เดิมพื้นที่ของวัดมีเพียง 5 ไร่เศษ      หลวงปู่เห็นว่าน้อยและคับแคบเกินไปไม่พอกับการจัดงานในแต่ละครั้งเพราะวัดอยู่ติดกับแนวชายแดนไทย พม่า (ดอยลาง) วัดจึงมีส่วนสำคัญในการเป็นที่พึ่งทางใจของศรัทธาประชาชนได้เป็นจำนวนมาก              และมีศรัทธาญาติโยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆหลวงปู่และพ่อหนานคำ     แสนใจมรรคนายกของวัดพร้อมด้วยคณะศรัทธา

วันพฤหัสบดีที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2554

ป่าไม้ของอำเภอฝาง

         ป่าไม้ของอำเภอฝาง  เป็นป่าเบญจพรรณ  หรือป่าผสมผลัดใบ  และป่าแพะ  หรือป่าแดง  มีไม้ที่สำคัญคือ  ไม้  สัก  ไม้แดง  ไม้เต็ง  ไม่รัง  ไม้มะค่า
         ปัจจุบัน  สามารถจำแนกได้ 2 ประเภทใหญ่ๆ  คือ  ป่าสงวนแห่งชาติ  และ  อุทยานแห่งชาติ
1.    ป่าสงวนแห่งชาติ  มีจำนวน 3 ป่าดังนี้
1.1    ป่าสงวนแห่งชาติลุ่มแม่น้ำฝาง  มีเนื้อที่ประมาณ 1,000,000  ไร่
1.2    ป่าสงวนแห่งชาติแม่หลักหมื่น  มีเนื้อที่ประมาณ 8,125  ไร่
1.3    ป่าสงวนแห่งชาติแม่สูน  มีเนื้อที่ประมาณ  3,906  ไร่
                    ป่าสงวนทั้ง 3 ป่านี้เป็นป่าต้นน้ำแม่กก  (ไม่ใช่ป่าต้นน้ำปิง)  ปัจจุบัน      ได้จัดแบ่งเตรียมเพื่อการ  เป็นเขตอุทายแห่งชาติ  อยู่ 2 ส่วน
2.      อุทยานแห่งชาติ  (กำลังอยู่ในระหว่างเตรียมการที่จะเป็นในปี  2539)
2.1    อุทยานแห่งชาติแม่ฝาง
2.2    อุทยานแห่งชาติดอยเวียงผา
สภาพทั่วไปในการจัดป่าไม้
ป่าไม้อำเภอฝางเป็นป่าไม้ปิด  กล่าวคือ  เป็นป่าไม้ที่ไม่อนุญาตทำไม้  และเก็บของป่าใดๆทั้งสิ้น  มีเจ้าหน้าที่ดูแลควบคุมรับผิดชอบอยู่ประจำในเขตท้องที่อำเภอฝางดั้งนี้
1.    ป่าไม้อำเภอ
2.    หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม. 3 ตำบลแม่สูน
3.    หน่วยป้องกันรักษาป่าที่ ชม.  24  บ้านเมืองแร่  ตำบลแม่คะ
4.    ที่ทำการอุทยานแห่งชาติแม่ฝาง(บริเวณป่าน้ำพุร้อน)  ตำบลโปงน้ำร้อน
นโยบายการปลูกป่า     จากการที่ป่าถูกทำลายทำให้ป่าไม้มีจำนวนลดลงอย่างรวดเร็ว  มีผลกระทบต่อสภาพวะแวดล้อม  และสภาพภูมิอากาศของท้องถิ่น
  อำเภอฝางจึงมีนโยบายการปลูกป่าทดแทนให้ดียิ่งขึ้น  ดังนี้
1.     การปลูกป่าแบบประชาอาสา  เป็นนโยบายการปลูกป่าแบบ     เป็นนโยบายการปลูกป่าโดยอาศัยความร่วนมือระหว่างประชาชนทุกหน่วยเหล่า  ไม่ว่าจะพ่อค้า  ประชาชน  นักเรียนนักศึกษา  หน่วยราชการ  และ เอกชน  ปลูกป่าขึ้นในแหล่งที่ประชาชนตระหนักถึงความสำคัญของพื้นที่ว่าสมควรที่จะมีการปลูกป่าทดแทน  โดยอาศัยทดแทน  โดยอาศัยกล้าพันธุ์ไม้จากศูนย์เพาะชำไม้หน่วยที่  10  แม่เผอะ  บ้านห้วยงูใน

วันอังคารที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2554

แหล่งน้ำในอำเภอฝาง

  • แหล่งน้ำผิวดิน   ในที่นี้จะกล่าวถึงแม่น้ำเท่านั้น  ดังได้กล่าวมาแล้วข้างต้นใน    เรื่องภูเขาว่า  เรามีภูเขาใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก  ภูเขาใหญ่น้อยเป็นจำนวนมาก  จึงจัดได้ว่า อำเภอฝางเป็นแหล่งต้นน้ำที่สำคัญแห่งหนึ่ง  แต่ภูเขาและป่าไม้ของอำเภอฝางนั้น  เนื่องจากอำเภอฝางมีลักษณะภูมิประเทศเป็นที่ราบระหว่างภูเขาใหญ่  จึงมีพื้นที่เป็นลักษณะแอ่งก้นกระทะ  ที่จะเป็นที่รวมของแม่น้ำสายเล็กสายน้อยที่ไหลรวมกันลงสู่แม่น้ำฝาง  ไหลผ่านกลางอำเภอฝาง  และแม่น้ำฝางจะไหลลงสู่แม่น้ำกก  แล้วน้ำแม่กกจะไหลลงสู่แม่น้ำโขงต่อไป  แม่น้ำต่างๆ 

แหล่งน้ำชลประทาน   อำเภอฝางมีแหล่งน้ำ  เพื่อการชลประทานดังนี้

2.1  อ่างเก็บน้ำแม่งอน้อย       ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน    4,000  ไร่

2.2  ดอยอ่างขาง                 ครอบคลุมพื้นที่ชลประทาน    300     ไร่

2.3  อ่างเก็บน้ำห้วยบอน        หมู่ที่ 13  ต. เวียง

2.4   อ่างเก็บน้ำห้วยงู           หมู่ที่ 5  ต. สันทราย

 2.5  อ่างเก็บน้ำแม่มาว        (เขื่อนบ้านลาน)  หมู่ที่ 5 ต. ม่อนปิ่น

  • แหล่งน้ำใต้ดิน   สภาพแหล่งน้ำใต้ดินของอำเภอฝาง  จัดได้ว่าอยู่ในสภาพน้ำน้อยคุณภาพดี (10 – 100 แกลลอนต่อนาที )  โดยทั่วไปคุณภาพน้ำดีพอบริโภคได้  บางแหล่ง  จะมีคุณภาพน้ำเหลว  ไม่สามารถที่จะนำมาใช้บริโภคได้  แต่ใช้ในการเกษตรกรรมได้  ปัจจุบันเนื่องจากสภาพความสมบูรณ์ของป่าลดลง  ทำให้น้ำใต้ดินลดลงตามไปด้วย

      

ภูเขาที่สำคัญในอำเภอฝาง

        พื้นที่อำเภอฝาง  มีภูเขาที่เป็นส่วนประกอบของ  เทือกเขาแดนลาว   อันเป็นแหล่งต้นน้ำลำธาร  อยู่หลายภูเขาด้วยกัน  ภูเขาเหล่านี้เป็น  ภูเขาซึ่งเป็นแหล่งต้นน้ำ  ลุ่มแม่น้ำกก  ภูเขาดังกล่าวจะทอดตัวอยู่ในแนว เหนือ – ใต้ ติดต่อกับเทือกเขา  ในมณฑล  ยูนนาน  สาธารณรัฐประชาจีน  และรัฐฉากแห่งสหภาพพม่า  เทือกเขาและภูเขาที่สำคัญ  คือ  เทือกเขาแดนลาว  อยู่ทางทิศตะวันตก  กั้นพรมแดนระหว่างไทยกับพม่า  ติดต่อกับเทือกเขาถนนธงชัย  ผ่านอำเภอเชียงดาว ฝาง และแม่อาย และยอดเขาที่สำคัญคือ  ดอยห่มปก      สูง  2,146  เมตร    ดอยอ่างขาง   สูง  1,931  เมตร  นอกจากนั้นยังมีภูเขาเตี้ยๆ  อีกหลายลูก  เช่น  ดอยลาง  ดอยสันแหวน  ดอยผัดชี  ดอยบ่อไก่  เป็นต้น
        ปัจจุบันภูเขาดังกล่าวถูกบุกรุกทำลาย  ทั้งเพื่อการตัดไม้ที่มีค่า  และการทำไร่เลื่อนลอย  ทำการเกษตรกรรม  ทำให้ภูเขาเหล่านั้นกลายเป็นภูเขาหัวโล้น  ไม่สามารถทำหน้าที่ต้นน้ำลำธารได้อย่างสมบูรณ์  จึงมีผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม  ชีวิต  ความเป็นอยู่ของคนในท้องถิ่น  ทั้งในชนบท  ทั้งการเกษตรกรรม  และการอุตสาหกรรม  การดำรงชีวิตประจำวัน  ซึ่งต้องใช้น้ำ  เพื่อการประกอบกิจกรรมต่างๆ  ในการดำรงชีพและมีผลต่อปริมาณน้ำฝน  การซับน้ำตามธรรมชาติอีกด้วย
“ เมืองพระเจ้าฝาง ดอยอ่างขางสูงซ้อน น้ำพุร้อน – เย็น ลือเลื่อง เมืองเกษตรกรรมแหล่งวัฒนธรรมล้านนา ล้ำเลอค่าน้ำมันดิบ ”